ผจญภัยแดนโหด ตอนที่ 3 : นรกบนดิน New Delhi The Crime Infested ,CorruptedCity

รถไฟที่พวกเรานั่งมาจอดเข้าสู่ชานชลา หรือ Platform คนอินเดียเริ่มแย่งกันลงจากรถ พวกเราลงเป็นชุดสุดท้ายของตู้นี้เลยก็ว่าได้

 

หลังจากร่ำลากับลามะสิกขิม และ หนุ่ม แคชเมียร์ อายุ 24 เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินกันอย่างงงๆ ไปตามเส้นทางชานชลาของสถานีรถไฟนิวเดลีที่ยาวเหยียด สิ่งที่พวกเราได้เจอคือ คนมหาศาล เสียงโวยวายเป็นระยะ

ความไม่เป็นระเบียบ

พอเราเดินขึ้นไปบนสะพานลอยสำหรับเอาไว้ข้ามชานชลา ก็พบกับคนๆนึงติดบัตรเขียนเอาไว้ประมาณว่าเป็นของรัฐบาลมาถามเราว่าจะไปไหน หรือ เราก็บอกไปว่าอยากหาทางออก เขาก็ชี้ไปให้ทังยังเตือนให้ระวังกระเป๋าด้วยเพราะคนเยอะเนื่องจากเทศกาล Diwali

เมื่อเราเดินผ่านมาถึงทางออกซึ่งเป็นที่ขายตั๋ว ทำให้เราได้รู้ว่านรกเป็นอย่างไร แขกดำๆ นั่งอยู่เต็มพื้นพร้อมทั่งสัมภาระของเขา คนเดินกันเยอะแน่นมาก ทั้งพวกที่รอซื้อตั๋ว อีก ยังดีที่พวกเราได้ทำการฝากของไว้ที่ห้อง Cloak room เรียบร้อยแล้ว

 

พวกเราต้องอยู่ที่นิวเดลีจนกว่าจะถึงเวลา 17.35 ซึ่งเป็นเวลาที่รถไฟจากนิวเดลีไปยังเมืองกัลก้า(เมืองก่อนที่จะไปซิมลา)จะออกเดินทาง พวกเราเลยตัดสินใจออกไปหาร้านอาหารกินกับนั่งรอจนกว่าจะถึงเวลาดังกล่าว

เมื่อเราออกมาจากสถานีรถไฟ ก็เท่ากับว่าเราจะได้เหยียบเมืองหลวงของอินเดีย นิวเดลี ความรู้สึกที่พวกเรารู้สึกคือ "นรกบนดิน" นรกยังไง

 คนกับรถเดินปนกันมั่วไปหมด

 

 แตรรถดังตลอดเวลา

 

 

 คนขับรถขับด้วยสัญชาตญาณดิบของตัวเองไม่สนใจความปลอดภัยของคนเดินถนนหรือแม้แต่ของตัวเอง

 

 

 บนพื้นดินเต็มไปด้วยขยะและกลิ่นเหม็น

 

 

 พร้อมทั้งขี้วัว ขี้ควาย เต็มไปหมด

 

หลังจากเดินออกจากสถานีสักพักเราก็ยังไม่เห็นว่ามีร้านอาหารไหนที่พวกเราพอจะเชื่อใจฝากท้องไว้ได้เลย ก็เลยเดินไปเรื่อยๆจนถึงซอยๆหนึ่งมีขายของเยอะมากมีการปิดถนน พวกเราเลยเดินเข้าไปเพื่อหาร้านอาหาร จนมาเจอร้านอาหารร้านนึง สภาพพอดูได้ แต่พอเข้าไปถึงนั่นแหละ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ที่นั่งเป็นโซฟา ดำมากแบบว่าไม่เคยซักล้างเช็ดเลย บนโต๊ะก็มีแต่ฝุ่นเกาะเต็มไปหมด ไฟก็ไม่ยอมเปิด เปิดแค่หน้าต่างบานเล็กๆ บานเดียว 

แต่เอาน่ะไหนมาแล้วก็เลยสั่งข้าวผัดกับหมี่ผัดมากินกัน หลังจากกินเสร็จผมคนเดียวออกไปเดินดูเมืองหลวงของอินเดียแห่งนี้ก่อนอีก สอง คน นั่งพักอยู่ที่ร้าน เจเหนื่อยมาก คิมท้องเสีย แต่สำหรับผมยังไหวอยู่ และคิดว่าในเมื่อเรามาถึงแล้วมันจะดีจะร้ายยังไงก็น่าจะไปสัมผัสดูบ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียหายและเป็นโอกาสที่ไม่สามารถหามาได้ง่ายๆ

จากการที่ผมได้เดินมาถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็บอกได้คำเดียวว่าเมืองไทยดีกว่าเป็นล้านเท่า

 

เวลาผมเดินไปไหนจะมีคนมาทักว่า "คอนนิจิวะ" "Japanese" แน่นอนเขาเข้าใจว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น ก็ดีกว่าเป็นคนจีนอยู่หน่อย

 

เดินๆ ไปเจอเสื้อสเวทเตอร์ สวยดี สนนราคา 550 นี่มันคงคิดว่าผมโง่มากถึงกะจะหลอกฟันเอาแบบนี้ ผมเองก็อยากได้เหมือนกัน เพราะยังไม่มีเอาไว้ใส่ตอนไป ซิมลาเลย เลยต่อราคามันไป 200 มันทำเป็นตกใจ บอกว่าขายไม่ได้ๆ ไม่ได้เด็ดขาด ก็ยืนต่อกับมันอยู่สัก 20 นาทีได้ จนราคาอยู่ที่ 300 RS ผมก็บอกมันว่าถ้า 300 ไม่ได้ก็ไม่เอาแล้ว(เพราะคิดว่าราคา 300 นี่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วสำหรับสเวทเตอร์) มันก็ทำเป็นไปดูที่อื่นก่อนก็ได้(ดูมาหมดแล้ว) แต่พอผมจะไปมันกลับบอกว่า ok ได้ๆ 300 ก็เลยซื้อสเวทเตอร์มาได้ในราคา 300 Rs

 

จากนั้นก็กลับไปหาอีก 2 คน แล้วออกเดินทางกลับสู่สถานีรถไฟพร้อมกับขึ้นรถไฟกับกัลก้า เมื่องที่จะต้องต่อรถไปที่ซิมลา

ตอนต่อไปจะเล่าถึงกัลก้าครับ

4 Comments

  1. Phechploy November 24, 2005
  2. Kimi November 24, 2005
  3. Supot November 24, 2005
  4. Jamespound November 24, 2005

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *